การเมือง

ดร.ณัฐวุฒิ โต้ข้อถกเถียงคดีฮั้ว สว. ชี้มติ กกต.เสียงข้างมากต้องแยกจากความเห็นเสียงข้างน้อย

ดร.ณัฐวุฒิ เปิดข้อกฎหมายคดีฮั้ว สว. หลัง กกต.มีมติ 5:2 และ 4:3 ชี้ขั้นตอนหลังมติยังต้องเป็นไปตามกฎหมาย

     กรุงเทพฯ – 17 กันยายน 2569 จากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 เกี่ยวกับสำนวนการไต่สวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 โดยมีผู้ถูกร้องจำนวน 427 คน และ กกต.มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาจำนวน 77 คน ขณะที่ผลการลงมติในแต่ละกรณีมีทั้ง 4:3, 5:2, 6:1 และบางกรณีเป็นเอกฉันท์ ทำให้เกิดข้อถกเถียงเกี่ยวกับผลของมติ กกต. อำนาจในการดำเนินคดี และการเปิดเผยความเห็นของกรรมการเสียงข้างน้อย

     ล่าสุด ดร.ณัฐวุฒิ วงศ์เนียม นักกฎหมายมหาชน ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท AURELIAN GROUP และบริษัทในกลุ่มธุรกิจ AG แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นดังกล่าว โดยเห็นว่าการพิจารณาว่าบุคคลใดสามารถฟ้องร้องคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้โดยตรงหรือไม่ ต้องพิจารณาถึงฐานะผู้เสียหาย อำนาจฟ้อง และบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวถึงกระบวนการพิจารณาสำนวนของ กกต.ว่า การลงมติของคณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นการพิจารณาโดยที่ประชุม และผลของมติเป็นไปตามเสียงข้างมาก โดยอ้างถึง ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยการสืบสวน การไต่สวน และการวินิจฉัยชี้ขาด พ.ศ. 2561 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2566 พร้อมย้ำว่าการมีความเห็นแตกต่างระหว่างกรรมการเสียงข้างมากและเสียงข้างน้อย เป็นประเด็นที่ควรแยกออกจากขั้นตอนการดำเนินคดีในชั้นศาล

     สำหรับผลการพิจารณาคดีฮั้วการเลือกสมาชิกวุฒิสภา สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเปิดเผยว่า สำนวนดังกล่าวมีเอกสารรวม 75,722 หน้า มีผู้ร้อง 67 คน และผู้ถูกร้อง 427 คน ก่อนที่ กกต.จะมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญารวม 77 คน โดยกระบวนการหลังจากนี้จึงเป็นไปตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

ปมมติ 4:3 และ 5:2 ต้องแยกจากความเห็นเสียงข้างน้อย

     ก่อนหน้านี้ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในฐานะกรรมการเสียงข้างน้อย ได้ออกมาชี้แจงรายละเอียดเกี่ยวกับผลการลงมติ โดยระบุว่าบางข้อกล่าวหามีความเห็นแตกต่างกันระหว่างกรรมการ และในบางประเด็นมีมติ 4 ต่อ 3 ขณะที่บางกรณีมีมติ 5 ต่อ 2

     สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งเองก็เปิดเผยข้อมูลว่า ผลการลงมติในสำนวนการไต่สวนมีทั้งมติ 4:3, 5:2, 6:1 และมติเอกฉันท์ในบางกรณี ดังนั้น การอธิบายผลการลงมติจึงควรพิจารณาเป็นรายข้อกล่าวหาและรายบุคคล ไม่ควรเหมารวมว่าผลการพิจารณาทั้งหมดเป็นมติรูปแบบเดียวกัน

     ดร.ณัฐวุฒิระบุว่า ความเห็นของนายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ ซึ่งเป็นกรรมการเสียงข้างน้อย เป็นอีกมุมหนึ่งของการพิจารณาสำนวน และเห็นว่าประเด็นเกี่ยวกับการเปิดเผยรายละเอียดหรือความเห็นในสำนวนควรพิจารณาตามกฎหมาย ระเบียบ และมาตรฐานทางจริยธรรมที่เกี่ยวข้อง

     ทั้งนี้ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ มีประสบการณ์ในกระบวนการยุติธรรมมาก่อน โดยเคยดำรงตำแหน่งประธานแผนกคดีเลือกตั้งในศาลฎีกา ก่อนเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการการเลือกตั้ง

ปมผู้สมัคร สว. ฟ้อง กกต. ต้องดูฐานะผู้เสียหายและอำนาจฟ้อง

     อีกประเด็นที่ ดร.ณัฐวุฒิหยิบยกขึ้นมาคือข้อถกเถียงว่า ผู้สมัครสมาชิกวุฒิสภาสามารถฟ้องคณะกรรมการการเลือกตั้งได้โดยตรงหรือไม่ โดยอ้างถึงคำพิพากษาของ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ ในคดีหมายเลขดำที่ อท 185/2568 และคดีหมายเลขแดงที่ อท 50/2569 ซึ่งตามข้อมูลที่ ดร.ณัฐวุฒิอ้างถึง มีการวินิจฉัยในชั้นตรวจฟ้องเกี่ยวกับสถานะผู้เสียหายและอำนาจในการดำเนินคดี

     ประเด็นดังกล่าวจึงควรแยกให้ชัดเจนระหว่าง “ผู้เสียหายตามกฎหมาย” กับ “บุคคลที่มีสิทธิหรืออำนาจนำคดีขึ้นสู่ศาล” เพราะการจะดำเนินคดีอาญากับบุคคลหรือองค์กรใด ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงการเป็นผู้ได้รับผลกระทบหรือมีข้อโต้แย้งทางกฎหมายเท่านั้น แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์เรื่องอำนาจฟ้องและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

     ในส่วนของคดีฮั้ว สว. สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งระบุว่า การพิจารณาของ กกต.ดำเนินมาตั้งแต่มีเหตุอันควรสงสัยหรือความปรากฏ โดยมีกรมสอบสวนคดีพิเศษส่งเรื่องเกี่ยวกับการกระทำความผิดในการเลือก สว. เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ 2568 จากนั้น กกต.มีมติเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2568 ให้ดำเนินการไต่สวน และมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนส่วนกลาง คณะที่ 26 เมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2568 ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาสำนวนและลงมติเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569

มติ กกต. ไม่ใช่คำพิพากษาศาลฎีกา

     สำหรับขั้นตอนหลังจาก กกต.มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา ประเด็นสำคัญคือ มติของ กกต.กับคำพิพากษาของศาลเป็นคนละขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรม โดยสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งระบุว่า กรณีที่ กกต.มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาลตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

     สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งยังระบุด้วยว่า หากศาลฎีกามีคำพิพากษาว่ามีการกระทำความผิด สมาชิกภาพของ สว.ผู้นั้นจะสิ้นสุดลงนับแต่วันที่หยุดปฏิบัติหน้าที่ และหากตำแหน่ง สว.ว่างลง จะเข้าสู่กระบวนการเลื่อนบุคคลในบัญชีสำรองขึ้นดำรงตำแหน่งตามมาตรา 45 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561

     ดังนั้น ในทางข่าวควรแยกคำว่า “มติ กกต.” “คำร้องต่อศาลฎีกา” และ “คำพิพากษาศาลฎีกา” ออกจากกันอย่างชัดเจน เพราะแต่ละขั้นตอนมีผลทางกฎหมายแตกต่างกัน

ดร.ณัฐวุฒิเตรียมร้องเรียนประเด็นสภาทนายความ

     นอกจากประเด็นคดีฮั้ว สว.แล้ว ดร.ณัฐวุฒิยังเปิดเผยว่าจะเดินทางไป สถานีตำรวจนครบาลบางเขน เพื่อกล่าวโทษเกี่ยวกับกรณีที่เขาระบุว่าเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสถานะสมาชิกสภาทนายความ โดยระบุว่าจะนำเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้องไปประกอบการร้องเรียน

     ดร.ณัฐวุฒิกล่าวว่า ก่อนหน้านี้ได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งต่อ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ในฐานะสภานายกพิเศษ ตามพระราชบัญญัติทนายความ พ.ศ. 2528 มาตรา 20 เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 หลังจากระบุว่าเพิ่งทราบเรื่องเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 และได้แจ้งข้อมูลต่อพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลธรรมศาลา แล้ว

     นอกจากนี้ ดร.ณัฐวุฒิระบุว่าจะขอให้มีการตรวจสอบคุณสมบัติของ นายธนพล คงเจี้ยง นายกสภาทนายความ ตามข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงประเด็นที่เขาระบุว่าเกี่ยวข้องกับมาตรา 35 (4) แห่งพระราชบัญญัติทนายความ โดยยืนยันว่าจะนำหลักฐานเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่มีอำนาจ

     อย่างไรก็ตาม ประเด็นข้อกล่าวหาและข้อสงสัยเกี่ยวกับคุณสมบัติ การดำเนินการของสภาทนายความ หรือบุคคลที่เกี่ยวข้อง ยังเป็นข้อกล่าวอ้างและข้อร้องเรียนจากฝ่าย ดร.ณัฐวุฒิ และควรรอการตรวจสอบจากหน่วยงานที่มีอำนาจ รวมถึงคำชี้แจงจากบุคคลหรือองค์กรที่ถูกพาดพิงก่อนสรุปว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือมีความผิด

     สำหรับบุคคลอื่นที่ถูกกล่าวถึงในคำให้สัมภาษณ์ ได้แก่ นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง, นายธรรมธีร์ สุกโชติรัตน์, นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ และนายยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ซึ่งข้อกล่าวหาหรือข้อพาดพิงที่ ดร.ณัฐวุฒิกล่าวถึงต่อบุคคลเหล่านี้ยังต้องตรวจสอบจากเอกสารและกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรถือเป็นข้อยุติของคดี

     ขณะที่ นายสมชัย เทพอักษร ก็เป็นอีกชื่อหนึ่งที่ ดร.ณัฐวุฒิกล่าวถึงในประเด็นที่เกี่ยวกับข้อร้องเรียน แต่ข้อกล่าวอ้างดังกล่าวยังเป็นข้อมูลจากฝ่ายผู้กล่าว และยังไม่มีข้อมูลยืนยันเพียงพอที่จะนำเสนอเป็นข้อเท็จจริง

     โดยภาพรวม ประเด็นคดีฮั้ว สว. ปี 2567 หลังมติ กกต.เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2569 ยังมีขั้นตอนทางกฎหมายที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะการยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา การพิจารณาของศาล และผลที่จะเกิดขึ้นกับผู้ถูกกล่าวหาแต่ละราย ขณะที่ความเห็นของกรรมการ กกต.เสียงข้างมากและเสียงข้างน้อยเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการพิจารณาที่สังคมสามารถติดตามและตรวจสอบได้ตามกรอบกฎหมาย

     ทั้งนี้ ผู้ถูกกล่าวหาย่อมมีสิทธิได้รับการพิจารณาอย่างเป็นธรรม และไม่ควรถือว่าการถูกกล่าวหาหรือการถูกยื่นคำร้องต่อศาลเป็นการพิสูจน์ว่าบุคคลนั้นกระทำความผิดแล้ว จนกว่าจะมีคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลถึงที่สุดตามกระบวนการยุติธรรม

Kitdeenews

Kitdeenews

About Author

Leave a comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *