ราชการ ทบวง กรม

อว.-เกษตรฯ​ ​บพข.​หนุนเชียงรายเดินหน้า “เลิกเผา เป๋าตุง” เชื่อมเกษตรกร-เอกชน เปลี่ยนเศษวัสดุเป็นพลังงานและผลิตภัณฑ์รักษ์โลก

อว.-เกษตรฯ​ ​บพข. ผนึก 5 เอกชน ชู​ “เลิกเผา เป๋าตุง” ปักหมุดเชียงราย เปลี่ยนเศษวัสดุเกษตรเป็นรายได้ 30 ล้านบาทต่อปี ลด PM2.5 อย่างยั่งยืน

เลิกเผา เป๋าตุง

     เชียงราย, 29 สิงหาคม 2569 – กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ร่วมกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าขยายโครงการ PMUC Zero Burn to Earn: “เลิกเผา เป๋าตุง” สู่จังหวัดเชียงราย เปลี่ยนเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรจากปัญหาการเผาให้กลายเป็นวัตถุดิบสร้างรายได้ พร้อมเชื่อมโยงเกษตรกร นักวิจัย หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และตลาดเข้าด้วยกัน ภายใต้แนวคิด “Beyond Innovation” หรือการก้าวพ้นการส่งมอบนวัตกรรมพร้อมใช้ไปสู่การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมแบบเปิด (Open Innovation)

     เมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2569 ณ โรงเรียนภาษาจีนเล่าฟู่ อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมด้วย นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร่วมเป็นสักขีพยานการแสดงเจตจำนงและข้อตกลงรับซื้อเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร ระหว่างภาคีเครือข่ายกับภาคเอกชน ภายในงาน “เหนือสานสร้าง เลิกเผา เป๋าตุง @ พื้นที่เชียงราย” ซึ่งมุ่งแก้ปัญหาการเผาในภาคเกษตรและฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 ด้วยกลไกทางเศรษฐกิจและนวัตกรรม

     ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กล่าวว่า ปัญหา PM2.5 ในภาคเหนือจำเป็นต้องแก้ไขตั้งแต่ต้นเหตุ โดยแต่ละพื้นที่มีบริบทและสาเหตุแตกต่างกัน จึงต้องมีแนวทางที่เหมาะสมกับพื้นที่ พร้อมนำหลักเศรษฐศาสตร์เข้ามาเป็นกลไกสำคัญ ไม่ใช่เพียงกำหนดให้เกษตรกรหยุดเผา แต่ต้องทำให้เห็นอย่างชัดเจนว่า “การไม่เผาสร้างรายได้ได้จริง”

     แนวทางของโครงการคือการนำเศษวัสดุทางการเกษตรเข้าสู่กระบวนการรวบรวม แปรรูป และส่งต่อให้ภาคเอกชนใช้เป็นวัตถุดิบ หากเกษตรกรสามารถขายวัสดุเหลือใช้ได้ ภาคเอกชนมีวัตถุดิบสำหรับการผลิต และงานวิจัยสามารถนำมาใช้แก้ปัญหาในพื้นที่ได้ ก็จะเกิดประโยชน์ร่วมกันทั้งด้านเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม โดย อว. และ บพข. ได้นำบทเรียนจากพื้นที่เชียงใหม่มาต่อยอดในจังหวัดเชียงราย พร้อมเร่งพัฒนาระบบขนส่งและโลจิสติกส์เพื่อเตรียมรับมือปัญหาฝุ่นในฤดูการเผาครั้งต่อไป

     ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ ยังระบุว่า โมเดล “เลิกเผา เป๋าตุง” เป็นแนวทางที่สามารถนำไปขยายผลในพื้นที่อื่นได้ โดยไม่จำกัดสิทธิ์ในการนำโมเดลไปประยุกต์ใช้ เพราะปัญหาการเผาเป็นปัญหาระดับประเทศที่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

     ด้าน นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ความสำคัญกับการลดการเผาในพื้นที่เกษตร โดยต้องสร้างทางเลือกให้เกษตรกรสามารถลดการเผาได้โดยไม่กระทบต่อรายได้ พร้อมร่วมมือกับหน่วยงานวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง เพื่อนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีที่เหมาะสมไปต่อยอด รวมถึงค้นหาโจทย์วิจัยที่ช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตและเศษวัสดุทางการเกษตร

     ขณะที่ รองศาสตราจารย์ ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวว่า การแก้ปัญหา PM2.5 อย่างยั่งยืนไม่สามารถหยุดอยู่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยี แต่ต้องทำให้เศษวัสดุที่เคยเป็นภาระกลายเป็นทรัพยากรและโอกาสทางเศรษฐกิจของชุมชน โดยเชื่อมโยง 3 มิติ ได้แก่ การสร้างคุณค่าให้เกิดรายได้และตลาด การสร้างผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่วัดผลได้ และการเสริมพลังให้เกษตรกร นักวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชนร่วมขับเคลื่อนตลอดทั้งระบบ

     โครงการ PMUC Zero Burn to Earn: “เลิกเผา เป๋าตุง” เปิดตัวเมื่อวันที่ 28 เมษายน 2569 และในช่วง 4 เดือนแรกของการดำเนินงานผ่าน 8 เส้นทาง สามารถนำเศษวัสดุทางการเกษตรกลับเข้าสู่ระบบได้ 33 ตัน ลดการเกิด PM2.5 ได้ประมาณ 270 กิโลกรัม สร้างมูลค่าจากการแปรรูปและผลิตภัณฑ์นำร่อง 1.61 ล้านบาท และสามารถดึงเงินร่วมลงทุนด้านการวิจัยจากภาคเอกชนอีก 500,000 บาท สะท้อนให้เห็นว่าเศษวัสดุที่เคยเป็นต้นทุนในการกำจัดสามารถเปลี่ยนเป็นวัตถุดิบทางเศรษฐกิจได้

     กลไกสำคัญของโครงการใช้แนวคิด “5 ตุง” เพื่อเชื่อมโยงผู้เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่เกษตรกรซึ่งเป็นเจ้าของวัตถุดิบ สหกรณ์หรือธนาคารเศษวัสดุที่ทำหน้าที่รวบรวมและแปรรูปเบื้องต้น ภาคเอกชนผู้ลงทุนและรับซื้อ ผู้ให้บริการขนส่งระยะสั้นในพื้นที่ ไปจนถึงระบบโลจิสติกส์ระยะไกล เพื่อสร้างสมดุลระหว่างปริมาณ คุณภาพ ต้นทุน และความต้องการของตลาด

     สำหรับการขยายผลในจังหวัดเชียงราย บพข. ร่วมกับภาคเอกชนสนับสนุน โซลาร์เซลล์มือสองขนาด 1 กิโลวัตต์พร้อมเครื่องสูบน้ำ 20 ชุด รวม 100 แผง และน้ำมันไบโอดีเซลกว่า 2,000 ลิตร ให้แก่เกษตรกรที่นำส่งเศษวัสดุผ่านเครือข่ายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ พร้อมวางระบบรวบรวม ปรับสภาพ และตรวจสอบข้อมูลวัตถุดิบ เพื่อพัฒนาระบบจัดการในระยะยาว

     นอกจากนี้ มีภาคเอกชน 5 ราย ได้แก่ บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน), บริษัท สหโคเจน กรีน จำกัด, บริษัท กรีน ลีฟ พาวเวอร์ จำกัด, บริษัท อีพีซี พลังงานยั่งยืน จำกัด และบริษัท สยามวัฒนา จำกัด ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อรับซื้อเศษวัสดุทางการเกษตรเป็นระยะเวลา 1 ปี รวม 40,000 ตันต่อปี มูลค่ากว่า 30 ล้านบาทต่อปี พร้อมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนาการใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือทิ้ง และติดตามผลการลดการเผา

     นายภาคภูมิ อัศวโกวิทย์วงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท กรีน ลีฟ พาวเวอร์ จำกัด กล่าวว่า ภาคเอกชนจะสามารถเข้าถึงวัตถุดิบที่มีปริมาณและคุณภาพชัดเจนมากขึ้น โดยบริษัทมีความพร้อมรับซื้อเศษวัสดุจากข้าวโพดเพื่อนำไปผลิตชีวมวลอัดเม็ด หากระบบรวบรวม คัดคุณภาพ และขนส่งมีความต่อเนื่อง วัสดุที่เคยถูกทิ้งหรือเผาจะสามารถเปลี่ยนเป็นรายได้ของเกษตรกรและวัตถุดิบสำหรับภาคอุตสาหกรรม

     ด้าน นายอมร แดงโชติ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พรีไซซ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า โรงงานต้นแบบที่บริษัทพัฒนาร่วมกับ บพข. สามารถนำฟางข้าว ฟางอ้อย และเศษไผ่ตะเกียบมาผลิตเยื่อเชิงกล CTMP สำหรับบรรจุภัณฑ์และวัสดุผสมชีวภาพ รวมถึงผลิตไบโอชาร์ได้ แต่เนื่องจากเศษวัสดุทางการเกษตรมีตามฤดูกาลและมีลักษณะเบาฟู จึงจำเป็นต้องพัฒนาหน่วยแปรรูปเบื้องต้นแบบเคลื่อนที่ เพื่อลดต้นทุนการขนส่งและบริหารจัดการวัตถุดิบให้เพียงพอต่อการผลิตเชิงพาณิชย์

     นางอำไพ อิทธิโชติ ผู้จัดการสหกรณ์การเกษตรแม่สรวย จำกัด กล่าวว่า เกษตรกรมักต้องเร่งเคลียร์พื้นที่เพื่อเตรียมการผลิตในรอบใหม่ ทำให้การเผาเป็นวิธีที่รวดเร็วที่สุด หากมีระบบรับซื้อหรือแปรรูปที่ชัดเจนและต่อเนื่อง จะช่วยสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรลดการเผาและเปลี่ยนวัสดุเหลือทิ้งเป็นรายได้เสริม

     ทั้งนี้ การสร้างตลาดรับซื้อเพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เนื่องจากเศษวัสดุทางการเกษตรมีการกระจายตัว คุณภาพไม่สม่ำเสมอ และมีต้นทุนขนส่งสูง โครงการจึงมุ่งแก้ “คอขวดช่วงกลางของห่วงโซ่” ตั้งแต่การรวบรวม คัดคุณภาพ ปรับสภาพวัตถุดิบ และจัดการระบบขนส่ง เพื่อให้ภาคเอกชนได้รับวัตถุดิบในปริมาณและคุณภาพที่เหมาะสมกับการผลิตเชิงพาณิชย์

     กลไกดังกล่าวแบ่งบทบาทตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ดูแลการสำรวจพื้นที่และรวมกลุ่มเกษตรกร ขณะที่ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม โดย บพข. ร่วมกับ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พัฒนาเทคโนโลยีการแปรรูปและลดต้นทุนช่วงกลาง ส่วนปลายทาง อว. หอการค้าไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ร่วมเชื่อมโยงตลาดและข้อตกลงรับซื้อ โดยดำเนินงานผ่าน 8 เส้นทางการใช้ประโยชน์ เชื่อมเศษวัสดุจากเกษตรกรในจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดลำพูน เข้ากับเครือข่ายสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัย

     ภายในงานยังมีการจัดแสดงนวัตกรรมการใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุทางการเกษตร ตั้งแต่เครื่องจักรเก็บเกี่ยว ระบบผลิตไบโอชาร์ เชื้อเพลิงชีวมวลทอร์รีไฟด์ ฉนวนจากเส้นใยต้นข้าวโพด บรรจุภัณฑ์จากฟางข้าว ไปจนถึงวัสดุปรับปรุงดิน สะท้อนแนวคิดว่าเศษวัสดุชนิดเดียวสามารถมีปลายทางได้หลากหลาย ขึ้นอยู่กับคุณภาพ ปริมาณ ระยะทาง และความต้องการของตลาด

     สำหรับเป้าหมายระยะ 5 ปี โครงการ PMUC Zero Burn to Earn: “เลิกเผา เป๋าตุง” ตั้งเป้านำเศษวัสดุทางการเกษตรเข้าสู่ระบบ 200,000 ตัน สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจจากผลิตภัณฑ์รักษ์โลกและพลังงานสะอาดกว่า 3,000 ล้านบาท และลดการเกิด PM2.5 ประมาณ 1.6 ล้านกิโลกรัม โดยหัวใจสำคัญคือการทำให้ราคาวัตถุดิบ ต้นทุนโลจิสติกส์ และตลาดปลายทางสามารถเดินไปด้วยกันได้ เพื่อเปลี่ยนการ “เลิกเผา” จากมาตรการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นทางเลือกทางเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ ลดมลพิษ และสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกร ชุมชน และประเทศในระยะยาว

Kitdeenews

Kitdeenews

About Author

Leave a comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *